• Phone: 02 056 1118 Mobile Phone: 099-159-5500
  • Hours: 6 Days a week from Mon-Fri 8-00 am to 5-00 pm Sat 9.00 am to 3.30pm

บัวหิมะมีคุณประโยชน์อย่างหลากหลาย

แต่คนไทยส่วนมากจะใช้บัวหิมะในการทำครีมทาสิวกับทาที่คนไทยนิยมเรียกกันนั้นยังมีผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่บัวหิมะด้วย ในไทยที่หลายคนเรียกว่าบัวหิมะนั้น จำแนกออกเป็น 4 อย่าง ได้แก่

ดอกบัวหิมะ (Snow Lotus) กลีบดอกมีลักษณะคล้ายกลีบบัว ขึ้นได้ดีในที่สูงประมาณ 2,500 เมตร มักนำมาใช้ต้านอาการอักเสบ อีกทั้งยังเชื่อว่าช่วยบำรุงหัวใจและขับสารพิษออกจากร่างกาย
ผลบัวหิมะ (Yacon) รูปร่างพืชชนิดนี้คล้ายหัวมันเทศ เมื่อกล่าวถึงบัวหิมะชนิดนี้จะหมายถึงส่วนของผล หัว หรือราก โดยหลายคนเชื่อว่าการรับประทานผลบัวหิมะช่วยลดความอ้วนได้ รวมทั้งอาจมีสรรพคุณทางยาในการรักษาปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
ครีมบัวหิมะ ครีมนี้มักมีส่วนผสมของโสม ว่านหางจระเข้ การบูร หรือชะมดเช็ด ผู้คนนิยมเรียกครีมชนิดนี้ว่าครีมบัวหิมะ โดยใช้รักษาปัญหาผิวหนังต่าง ๆ เช่น ผื่นคัน แผลสด แผลน้ำร้อนลวก หรือโรคกลากเกลื้อน
บัวหิมะธิเบต หรือคีเฟอร์ (Kefir) แท้จริงแล้ว บัวหิมะธิเบตหรือคีเฟอร์คือผลิตภัณฑ์นมหมัก ซึ่งมีแบคทีเรียและยีสต์ มักนำมาใช้รักษาอาการย่อยยาก ระบบทางเดินอาหารไม่ดี แพ้น้ำตาลแลคโทส หรือท้องร่วง
คุณประโยชน์ของบัวหิมะ

บัวหิมะได้ชื่อว่าเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์หลากหลาย บทความนี้จะเน้นเฉพาะคุณประโยชน์ของดอกบัวหิมะ และผลบัวหิมะ ที่ได้รับการกล่าวอ้างเกี่ยวกับสรรพคุณในการเสริมสร้างสุขภาพ โดยมีงานวิจัยที่ศึกษาประเด็นดังกล่าวไว้หลายมุมมอง ดังนี้

สรรพคุณของดอกบัวหิมะ

ต้านโรคมะเร็ง

ดอกบัวหิมะได้รับการกล่าวอ้างว่าอาจช่วยต้านมะเร็ง ซึ่งปรากฏงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่ศึกษาประเด็นนี้ งานวิจัยหนึ่งได้ศึกษาคุณประโยชน์ทางยาของดอกบัวหิมะในเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก พบว่าสารสกัดจากดอกบัวหิมะอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากในห้องปฏิบัติการ ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นที่ทำการทดลองประสิทธิภาพของสารสกัดเอทิลจากดอกบัวหิมะ ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าดอกบัวหิมะมีสาร Hispidulin ที่อาจช่วยต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหารในห้องปฏิบัติการเช่นกัน

บรรเทาอาการข้ออักเสบ

ข้ออักเสบคือภาวะอักเสบบริเวณข้อต่อ ส่งผลให้ผู้ป่วยปวดข้อหรือข้อติดแข็ง ซึ่งอาการจะแย่ลงตามอายุที่มากขึ้น โดยโรคข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์ จัดเป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้มากที่สุด มีบางคนรับประทานดอกบัวหิมะเพื่อบรรเทาอาการข้ออักเสบ ซึ่งมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้ว่าดอกบัวหิมะอาจช่วยอาการข้ออักเสบได้บ้าง ดังงานวิจัยหนึ่งได้นำหนูมาทดลอง โดยฉีดสารชนิดหนึ่งเข้าชั้นผิวหนังบริเวณฝ่าเท้าซ้าย เพื่อให้เกิดอาการข้ออักเสบ และให้ดื่มสารสกัดจากดอกบัวหิมะเป็นเวลา 21 วัน ผลปรากฏว่าสารสกัดดอกบัวหิมะลดอาการข้ออักเสบได้ โดยบรรเทาระดับความรุนแรงและอาการบวมที่เท้าของหนู

เช่นเดียวกับงานวิจัยอีกชิ้นที่นำหนูที่เป็นข้ออักเสบชนิดหนึ่งมาศึกษา โดยให้หนูกินสารสกัดดอกบัวหิมะ 420 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 40 วัน พบว่าดอกบัวหิมะช่วยลดจำนวนเซลล์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ รวมทั้งชะลอการทำลายข้อ

ต้านอนุมูลอิสระ

ดอกบัวหิมะถูกอ้างว่าเป็นพืชอีกชนิดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ศึกษาประเด็นนี้กับหนูทดลอง โดยให้หนูกินสารสกัดแอลกอฮอล์จากดอกบัวหิมะติดต่อกัน 4 สัปดาห์ และให้ทดลองว่ายน้ำ เพื่อดูว่าดอกบัวหิมะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวร่างกายของหนูทดลองอย่างไร ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าหนูทดลองมีระดับกรดแลคติกในเลือดลดลงหลังได้รับสารสกัดแอลกอฮอล์มากกว่าหนูทดลองในกลุ่มควบคุม ซึ่งหมายความว่า ดอกบัวหิมะอาจช่วยต้านอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อได้ อีกทั้งยังมีฤทธิ์ทำลายสารอนุมูลอิสระด้วย

บรรเทาอาการแพ้ความดันอากาศในที่สูง

อาการแพ้ความดันอากาศในที่สูง (Altitude Sickness) เป็นภาวะที่ร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอเมื่อขึ้นไปอยู่ที่ที่มีความกดอากาศสูง ส่งผลให้ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร และนอนไม่หลับ  ดอกบัวหิมะได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่นำมาใช้ในภาวะขาดออกซิเจน งานวิจัยชิ้นหนึ่งจึงนำดอกบัวหิมะและพืชสมุนไพรที่ขึ้นในแถบชิงไห่ทิเบตมาศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณดังกล่าว โดยให้หนูทดลองได้รับสารสกัดจากดอกบัวหิมะและพืชสมุนไพรอื่น ๆ และเข้าไปอยูในแบบจำลองที่มีความกดอากาศคล้ายกับการอยู่ในที่สูง ปรากฏว่าหนูที่กินสารสกัดดอกบัวหิมะมีอัตราการตายจากภาวะความกดอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหันลดลง ทั้งนี้ ดอกบัวหิมะยังเป็นพืชที่มีฤทธิ์รักษาภาวะขาดออกซิเจนได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับพืชสมุนไพรอื่น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้จำเป็นต้องศึกษากับคนต่อไป เพื่อรับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการนำดอกบัวหิมะมาใช้ในผู้ป่วยแพ้ความดันอากาศในที่สูง

บรรเทาอาการอักเสบของผิวหนัง

ดอกบัวหิมะได้ชื่อว่ามีคุณสมบัติแก้ปวดและบรรเทาอาการอักเสบ โดยมีงานวิจัยหนึ่งให้หนูทดลองที่ผิวหนังบวมกินบัวหิมะเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 7 วัน พบว่าช่วยลดอาการบวมได้ และยังทดลองให้หนูที่โดนความร้อนลวกผิวกินบัวหิมะเพาะเลี้ยง แล้วพบว่าหนูเหล่านั้นมีอาการปวดแผลน้อยลงเช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว แผลไฟไหม้หรือถูกน้ำร้อนลวกจะทำให้เกิดอาการปวดและบวมแดง จึงอาจเป็นไปได้ว่าดอกบัวหิมะมีสรรพคุณบรรเทาอาการที่เกิดจากแผลเหล่านี้ด้วย

สรรพคุณของผลบัวหิมะ

ลดความอ้วน การบริโภคบัวหิมะอาจส่งผลดีต่อสุขภาพสำหรับผู้ที่ประสบภาวะอ้วน ประเด็นนี้ได้มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งให้ผู้หญิงอ้วนและมีระดับไขมันในเลือดสูงเล็กน้อยบริโภคไซรัปจากบัวหิมะที่มีสาร Fructooligosaccharides ในปริมาณที่ต่างกัน โดยให้รับประทานไซรัปที่มีสาร Fructooligosaccharides วันละ 0.29 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือรับประทานไซรัปที่มีสาร Fructooligosaccharides วันละ 0.14 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าการบริโภคไซรัปบัวหิมะทุกวันเป็นเวลา 120 วัน ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมการทดลองมีน้ำหนักตัว รอบเอว และดัชนีมวลกายลดลง อีกทั้งกระตุ้นให้ขับถ่ายสม่ำเสมอ และส่งผลเชิงบวกต่อระดับไขมันไม่ดีในเลือด โดยการบริโภคไซรัปบัวหิมะที่มีสาร Fructooligosaccharides วันละ 0.14 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จัดเป็นปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร ถึงอย่างนั้น ระดับไขมันในเลือดและระดับกลูโคสหลังอดอาหารของผู้รับประทานไซรัปบัวหิมะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ต้องการรับประทานบัวหิมะหรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของบัวหิมะสำหรับลดความอ้วน ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากพืชชนิดนี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อภาวะสุขภาพบางอย่าง หรืออาจทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคบางชนิด ทั้งนี้ วิธีลดความอ้วนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพทำได้ด้วยตนเอง โดยเลือกรับประทานอาหารให้ครบตามหลักโภชนาการ เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูงเกินไป รวมทั้งออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ

แก้ท้องผูกและบำรุงลำไส้ ท้องผูกนับเป็นปัญหาสุขภาพที่ทำให้มีอุจจาระแข็ง โดยอาการของโรคจะรุนแรงแตกต่างกันไป มักเกิดจากปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความเครียด ผลข้างเคียงจากการใช้ยา ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป หรือดื่มน้ำและรับประทานไฟเบอร์ ไม่เพียงพอ

การบริโภคผักผลไม้ที่มีกากใยสูงจะป้องกันท้องผูกได้ บัวหิมะเองนั้นได้ชื่อว่ามีสรรพคุณในการบรรเทาอาการดังกล่าว งานวิจัยหนึ่งได้ทดสอบคุณประโยชน์ของบัวหิมะในการรักษาอาการท้องผูก พบว่าผู้ป่วยท้องผูกที่ได้รับสาร Fructooligosaccharides ของบัวหิมะวันละ 10 กรัม จากการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารบัวหิมะติดต่อกัน 30 วัน ขับถ่ายได้มากขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ท้องผูกน้อยลง รวมทั้งมีแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้เพิ่มขึ้นและแบคทีเรียชนิดไม่ดีลดลง

นอกจากนี้ บัวหิมะ อาจช่วยบำรุงลำไส้สำหรับผู้คนทั่วไป ดังปรากฏในงานวิจัยที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมการทดลองสุขภาพดีจำนวน 16 ราย บริโภคบัวหิมะวันละ 20 กรัม เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าบัวหิมะช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น โดยขับถ่ายได้บ่อยและอุจจาระไม่แข็งตัว อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดอาการท้องอืดอันเป็นผลข้างเคียงรุนแรง

 

สอบถามรายละเอียดได้ที่นี่คะ